“เมื่อเขาพาแกะออกไปหมดแล้ว

เขาจะเดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะจำเสียงของเขาได้”

(ยอห์น 10:4)

.............................................

เมื่อสมัยที่ลูกๆของข้าพเจ้าอายุประมาณ 4  เดือน

พวกเขาจะเริ่มจดจำหน้าพ่อแม่ และเสียงของพ่อแม่ได้

พวกเขาจะเริ่มแยกแยะได้ว่าอยู่กับใครปลอดภัย  อบอุ่น  อิ่มสบาย

พระวาจาในวันนี้ก็สอนใจข้าพเจ้าให้ทบทวนชีวิตของตนเองอีกครั้ง

แกะจำเสียงของผู้เลี้ยงได้ดี

ลูกจำเสียงของพ่อแม่ได้ดี

แต่ทำไมแกะจึงมักหลงทางออกนอกฝูงของตน

ทำไมแกะต้องหลงทาง

เมื่อปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าไตร่ตรองพระวาจาเรื่องเดียวกันนี้

ข้าพเจ้ากล่าวถึงในอดีตที่พ่อพาข้าพเจ้าไปขอหนังสือเรียนต่อจากเพื่อนบ้าน

และช่วงส่งข้าพเจ้าเข้าไปรับหนังสือ

พ่อย้ำให้ข้าพเจ้ารอหน้าบ้านของเจ้าของหนังสือ

เพื่อพ่อจะไปทำธุระและจะกลับมารับข้าพเจ้า

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งท่าน

ข้าพเจ้าเดินออกไปจากสถานที่ที่นัดหมายเพื่อตามหาพ่อ

เดินไปอย่างไม่คิดถึงอันตรายเบื้องหน้าที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

โชคดียังเป็นของข้าพเจ้าที่ได้พบกับคนรู้จักและพาข้าพเจ้าส่งคืนบ้าน

พ่อโกรธและเอ็ดข้าพเจ้าที่ผิดคำสั่ง แต่นั่นก็เป็นการลงโทษที่สมควรยิ่งนัก

ข้าพเจ้ามีโอกาสผิดพลาด ดื้อรั้น  ออกนอกเส้นทางได้กี่ครั้ง

โอกาส...บางครั้งมันก็ไม่ได้มีกันบ่อยๆ

ความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินชีวิต

จึงเป็นสิ่งที่พึงจดจำและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

“แกะจะไม่ตามคนแปลกหน้าเลย แต่จะหนีจากเขา

เพราะไม่รู้จักเสียงของคนแปลกหน้า”

(ยอห์น 10:5)

เสียงของพระเจ้าสะท้อนมาถึงข้าพเจ้า

ผ่านทางพระวาจาทรงชีวิต

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนี้ตั้งแต่เยาว์วัย

เหมือนเสียงของบิดามารดาที่คอยเฝ้าเรียกด้วยความห่วงใยอาทร

เป็นเสียงที่คอยเตือนสอนอยู่ซ้ำๆ

จนบางครั้งข้าพเจ้าก็ละเลยที่จะรับฟังหรือปฏิบัติตาม

จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหลงทางไป

หากแต่ว่าพระเมตตาก็ฉุดดึงข้าพเจ้ากลับมาเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

“ท่านเคยเป็นเหมือนแกะที่พลัดหลงจากฝูง

แต่บัดนี้กลับมาหาผู้เลี้ยง และผู้ดูแลวิญญาณของท่านแล้ว”

(1 เปโตร 2:25)

ข้าพเจ้า  เป็นเช่น  แกะพลัดหลง

เข้าป่าดง  พงไพร  แสนใหญ่กว้าง

เหลียวมองไป  ให้สับสน  บนหนทาง

ทุกก้าวย่าง  ช่างอ้างว้าง  เสียเหลือเกิน

เสียงคุ้นเคย  เผยแสดง  แจ้งจับจิต

เรียกให้คิด ผิดหรือถูก  เจ้าห่างเหิน

หลงทางชั่ว มัวเมา  เอาแต่เพลิน

เจ้าจึงเดิน  เมินทางธรรม  พระนำใจ

มาบัดนี้  ข้าฯสดับ  รับคำสอน

คือพระพร  พระเอื้อ เกื้อหนุนให้

จะฟังเสียง ผู้เลี้ยงดู  นิรันดร์ไป

ไม่หลงใหล  ไพรพร  ดงศัตรู

ข้าพเจ้าค้นหาคำอธิบายเรื่องการเลี้ยงแกะในปาเลสไตน์

ผู้เลี้ยงแกะต้องเดินนำหน้าแกะของตน และคอยส่งเสียงเรียกเป็นระยะ

แกะจะเดินตามผู้เลี้ยง และแกะไม่ต้องใช้การต้อนตามหลังเหมือนวัวควาย

เพราะแกะจะฟังเสียงของผู้เลี้ยงและเมื่อจดจำเสียงนั้นได้ดี

มันก็จะเดินตามเสียงของผู้เลี้ยงนั้นไป

เฉกเช่นเดียวกัน  พระวาจาของพระเจ้าเป็นเสียงของผู้เลี้ยงที่คอยนำทางเรา

เราฟังและคุ้นเคยกับเสียงนี้ดี เพียงแต่ว่าเราจะเดินตามเสียงนี้หรือไม่

หรือเราเพลิดเพลินไปกับสิ่งยั่วยุรายทางจนต้องหลงทางไป

“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าอย่างผู้เลี้ยงแกะ

ข้าพเจ้าจึงไม่ขาดสิ่งใด”

(สดุดี 23:1)

............................................

S