“ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์

เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น”

(ลูกา 17:10)

เมื่อกล่าวถึงคำผู้รับใช้  ข้าพเจ้าก็เปิดหาคำแปลในพจนานุกรมออนไลน์พบว่า

ผู้รับใช้ แปลว่า ผู้มีหน้าที่รับใช้และอาศัยอยู่ในบ้านเจ้านาย 

เมื่อกล่าวถึงผู้รับใช้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเจ้านาย

ข้าพเจ้าคิดไปถึงทาสในสมัยอดีตกาล

ทาส ซึ่งหมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือนสิ่งของของผู้อื่น

ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่น

โดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของหรือนายทาส

ข้าพเจ้าเคยชมละครย้อนยุคเรื่องหนึ่ง

ที่ในเรือนยังมีทาสเดินกันขวักไขว่

เจ้าของเรือนมีบุตรสาวหน้าตางดงาม

และบุตรสาวของบรรดาเจ้าขุนมูลนายก็ต้องมีแม่นม

ที่คอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ทุกฝีก้าว ทุกกระเบียดนิ้ว

ครั้งหนึ่งเมื่อบุตรสาวกระทำผิด และจำต้องถูกลงโทษ

แม่นมก็จะคอยทำหน้าที่ออกรับหน้าแทนด้วยความรักนายเยี่ยงชีวิต

ทาสในสมัยก่อนแสดงออกต่อนายตนด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี

ยอมถวายตัวถวายหัวเมื่อภัยกำลังจะย่างกรายมาถึงนายตน

ด้วยทาสในสมัยเก่าก่อน เห็นนายเป็นเจ้าชีวิต

ถูกนายนับสิทธิ์ว่าเป็นเพียงสิ่งของที่ซื้อขายกันได้ แลกเปลี่ยนกันได้เมื่อไม่พึงใจ

แต่คำว่าผู้รับใช้ ได้รับการแปลความให้คงคุณค่าบางอย่างไว้ว่า

การทำหน้าที่ผู้รับใช้และอาศัยอยู่ในบ้านเจ้านาย

ในขณะที่ทาสอาศัยอยู่ในเรือนทาสต่างหาก และแยกกันอย่างชัดเจน

ในขณะที่ผู้รับใช้ยังคงสามารถใช้ หยิบจับสิ่งของ ร่วมกับเจ้านายได้บ้าง

น้องชายว่าจ้างสาวใช้คนหนึ่งเพื่อมาช่วยดูแลบุตรชายตัวน้อยของตน

และช่วยแบ่งเบาภาระของภรรยาในการดูแลทำความสะอาดบ้าน

สาวใช้ได้รับสิทธิ์ในการพักห้องหนึ่งในบ้านและใช้ห้องน้ำได้ร่วมกัน

รวมไปถึงอาหารการกินในแต่ละมื้อก็เป็นอาหารประเภทเดียวกัน

เมื่อสิ้นปี  น้องชายเห็นว่าสาวใช้คนนี้ทำงานดีมาก

จึงมอบสร้อยทองเส้นหนึ่งให้เป็นของขวัญปีใหม่และถือว่าเป็นสินน้ำใจ

ต่อการปฏิบัติงานที่เอาใจใส่อย่างดีตลอดปีที่ผ่านมา

สาวใช้ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดนอกจากเงินเดือนของตนรายเดือนที่เธอรับ

เธอยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

และในบางเวลาเธอก็ปฏิบัติงานนอกเหนือหน้าที่ด้วย

เช่น  บางครั้งเจ้านายกลับดึกดื่น

เธอก็จัดเก็บข้าวของในบ้านรอเจ้านายกลับมา

ไม่มือไวใจเร็วหยิบฉวยสิ่งที่ไม่ใช่ของตน ทั้งๆที่สิ่งของมีค่านั้นวางไว้อย่างเปิดเผย

ข้าพเจ้ายังนึกชื่นชมสาวใช้คนนี้ ที่จะว่าไปเขาใส่ใจรายละเอียดของคนในบ้านนายตน

มากกว่าข้าพเจ้าที่เป็นถึงน้องของนายเขาเสียอีก

ผู้รับใช้ที่ดี ต้องปรนนิบัติรับใช้นายของตนด้วยความเอาใจใส่ทุกรายละเอียด

อันที่แบบอย่างของผู้รับใช้ที่ดีก็มีมากมายในพระคัมภีร์หลายตอน

แต่แบบอย่างหลักๆที่สอนใจข้าพเจ้ามาตลอด

ก็เห็นจะเป็นเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ช่วงคืนอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้านั่นเอง

ในค่ำคืนนั้นพระเยซูเจ้าทรงล้างเท้าอัครสาวก

และสอนให้อัครสาวกกระทำเช่นเดียวกันนี้กับผู้อื่นด้วย

ทรงสอนให้ลูกๆของพระองค์รู้จักที่จะปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น

เพราะทุกครั้งที่เรารับใช้ผู้อื่น ก็เหมือนเรากำลังรับใช้พระเจ้าเช่นกัน

ในขณะที่สังคมโลกกำลังหล่อหลอมให้เรามองตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก

การแสดงตนเป็นผู้รับใช้จึงถูกมองว่าเป็นภารกิจที่ต่ำต้อยด้อยค่า

การยื่นมือเข้าไปทำงานเล็กๆน้อยๆ จึงถูกมองว่าเป็นงานไร้สาระ

ไม่ได้สร้างอำนาจ บารมี หรือความเจริญก้าวหน้าให้ผู้กระทำเลย

แต่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราเป็นผู้รับใช้ที่ดี

เพื่อให้การเจริญชีวิตตามกระแสโลกของเราที่อาจจะทำให้เราลืมตนเองไปว่า

เราเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ ที่ต้องเจริญชีวิตตามแบบอย่างพระคริสตเจ้าของเรา

และกระแสโลกอาจจะทำให้เลือนรางในชีวิตฝ่ายจิตของเราไปบ้าง

แต่เมื่อเรายังคงยึดพระคริสตเจ้าเป็นศูนย์กลางชีวิต

เราจะไม่หลงทางไปไกลเกินกว่าจะเดินกลับมาได้เลย

“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา

และเราเป็นประชากรที่ทรงเลี้ยงดูดุจฝูงแกะที่ทรงนำไปยังทุ่งหญ้า”

(สดุดี 95:7)

ข้าฯคือผู้  รับใช้  ที่ไร้ค่า

หากแต่ว่า  ข้าฯยังเดิน  ตามพระเจ้า

นายของข้าฯ  เปี่ยมเมตตา  มาบรรเทา

ข้าฯจึงเฝ้า  เข้าชิดใกล้  รับใช้นาย

จะซื่อสัตย์  รักรับใช้   ด้วยใจมั่น

จะแบ่งปัน  สรรสร้าง  ทางเป้าหมาย

จะเลียนแบบ  ผู้รับใช้  ให้ใจกาย

จะถวาย  ชีวิต  ใกล้ชิดองค์

.....................................