“ข้าพเจ้าเห็น และเป็นพยานยืนยันว่า

ท่านผู้นี้เป็นบุตรของพระเจ้า”

(ยอห์น 1:34)

....................................

ข้าพเจ้าถูกเรียกให้มาเป็นผู้ประกาศข่าวดีขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ผ่านกิจการและหน้าที่ในแต่ละวัน

บทความหนึ่งกล่าวถึงวิธีการประกาศข่าวดีของคริสตชน

ซึ่งมีหลายวิธี  เช่น

การเป็นประจักษ์พยานชีวิต  การพูด การบอก หรือเล่าให้ฟัง

การสอนคำสอน  การใช้สื่อ  การติดต่อกันเป็นการส่วนตัว

หรือแม้แต่ความเชื่อความศรัทธาของเราที่ส่องแสงสว่างจนคนรอบข้างมองเห็น

แต่ละกิจการในการประกาศข่าวดี ดูยากและมีอุปสรรค
แม้แต่การเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิต

ซึ่งหลายครั้งเราก็รู้สึกตัวเราเองดีว่า

เราไม่เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างให้แก่ใครเลยด้วยซ้ำไป

แต่ความไม่เหมาะสมที่มีความพยายามจะพัฒนา ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ

กลับเป็นแบบอย่างที่ดีกว่าคนที่สมบูรณ์ เพียบพร้อมด้วยคุณความดี

เพราะความไม่สมบูรณ์ที่กลับมาสมบูรณ์ จะทำให้เราเป็นพยานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“เราจะให้ท่านเป็นแสงสว่างส่องนานาชาติ

เพื่อความรอดพ้นที่เรานำมาให้จะได้แผ่ไปจนสุดปลายแผ่นดิน”

(อิสยาห์ 49:6)

ความไม่สมบูรณ์ของเรา

จะมีองค์พระผู้เป็นเจ้าคอยเติมเต็มให้สมบูรณ์

แล้วเราจะมีความสมบูรณ์ที่ครบครันเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า

ซึ่งทำให้เราครบครันเพราะพระเมตตา

แสงสว่างที่เรารับมาเมื่อครั้งตอนรับศีลล้างบาป

แม้หลายครั้งอาจจะดูริบหรี่ไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยมอดดับ

เมื่อพระหัตถ์ของพระองค์ทรงป้องแสงสว่างของข้าพเจ้าไว้จากลมพายุที่เกรี้ยวกราด

พระองค์ทรงมอบแสงแห่งความรักไว้ในข้าพเจ้า

ทรงใส่บทเพลงแห่งความยินดีไว้ในปากของข้าพเจ้า

เพื่อสรรเสริญพระองค์และประกาศเรื่องราวของพระองค์

“พระองค์ทรงใส่บทเพลงไว้ในปากข้าพเจ้า

เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา”

(สดุดี 40:3)

องค์พระเจ้า   ทรงใส่เพลง  ในปากข้าฯ

เพื่อสรรเสริญ  จอมราชา  ผู้ยิ่งใหญ่

ทรงมอบหมาย  ภารกิจ  รัก รับใช้

มีพระเจ้า  นำทางไป  ไม่หวั่นเกรง

พระสมณลิขิตเตือน “VERBUM DOMINI” (พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า)

ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 16

ที่ให้ไว้กับบรรดาพระสังฆราช คณะสงฆ์

ผู้ถวายตนและฆราวาสชายหญิง

ตอนหนึ่งกล่าวถึงการประกาศข่าวดีไว้ว่า

“...ชาติต่างๆที่ครั้งหนึ่งเคยมีความเชื่อแข็งแรง

และมีกระแสเรียกจำนวนมาก

ได้สูญเสียอัตลักษณ์ของตนไป

เพราะอิทธิพลของวัฒนธรรมโลกียนิยมที่เลวร้าย...”

ความใจเย็น นิ่งเฉย ของคริสตชนที่ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตน

ไม่กระตือรือร้น ที่จะปฏิบัติหน้าที่คริสตชนที่ดี

ยิ่งวันยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น  เพราะวัฒนธรรม และค่านิยมที่ครอบงำชีวิตคริสตชน

จนทำให้ศาสนาดูด้อยค่าลงไป

เด็ก และเยาวชนไม่ให้ความสำคัญของการมาร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ

เพราะครอบครัวให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ฝ่ายโลกมากกว่า

เพียงเท่านี้  หน้าที่ประกาศข่าวดีก็หยุดชะงักไป

เพราะลูกพระยังไม่สามารถนำข่าวดีมาใช้กับชีวิตของตนเองได้เลย

แล้วจะไปประกาศกับคนรอบข้างได้อย่างไร

.........................................

ข้าพเจ้าก็บ่นไปในฐานะครูคำสอนที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร

แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบ

ข้าพเจ้าต้องพึ่งพาพระเมตตาของพระเจ้า

เพื่อให้ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ของข้าพเจ้า

กลับมาสมบูรณ์ได้มากที่สุดในพระเจ้า

“ในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ขาดแคลนสิ่งดีใดใดเลย”

………………………………

S