“จงขายทรัพย์สินของท่านและให้ทาน

จงหาถุงเงินที่ไม่มีวันชำรุด

จงหาทรัพย์สมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นในสวรรค์

ที่นั่นขโมยเข้าไม่ถึง และตัวขมวนไม่ทำลาย

เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด

ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย”

(ลูกา 12:33-34)

..................................

ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเมืองกรุง  ชีวิตคือการดิ้นรนต่อสู้

ที่อยู่อาศัยหลักคือที่ทำงาน

ส่วนบ้านคือที่พักชั่วคราวยามค่ำคืน

วันก่อน เพื่อนบ้านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า บ้านถัดไปเพียง 3 หลัง

มีขโมยเข้ามางัดแงะภายในบ้านช่วงเวลากลางวัน

ในขณะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่

เดี๋ยวนี้! เวลากลางวันคือเวลาที่ขโมยทำงาน  ไม่ใช่เวลากลางคืนอีกต่อไป

ในเมืองกรุง คนกรุงทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อแลกเงินเดือนมาเลี้ยงชีพตน

สะสมทรัพย์สมบัติไว้เพียงเพื่อผ่อนหนี้สิน สร้างความสะดวกสบายให้ตนเอง

แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ได้รับมากลับไม่ใช่ความสะดวกสบายเลย

เป็นการดิ้นรนที่ต้องแลกด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน

การทำลายร้ายและเอาเปรียบกันและกัน

ทรัพย์สมบัติที่สะสม หวงนักหวงหนาที่ได้มาจากการดิ้นรนไขว้คว้า

กลับไม่ได้ยั่งยืน  ได้มาก็หมดไป  ได้มาก็สูญไป

ยิ่งได้มากก็ยิ่งสูญมาก

มิได้สร้างคุณค่าทางจิตใจแม้แต่น้อย

ข้าพเจ้าเคยฟังบทสัมภาษณ์ดาราหลายคน

กับพฤติกรรมการใช้เครื่องประดับตกแต่ง

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่อยู่รอบตัว

ล้วนมีราคาค่างวดที่สูงพอๆกับรายได้ที่ได้มาสูงเช่นกัน

ในทำนองเดียวกัน  บ้านของพวกเขาต้องถูกตีกรอบด้วยกล้องวงจรปิด

และสัญญาณกันขโมยทุกรูปแบบ ทุกวิธีการ

“เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด

ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย”

(ลูกา 12:33-34)

อย่าว่าแต่บ้านดาราเลย  บ้านหลังน้อยของข้าพเจ้า

ที่ทั้งเล็กและไร้ของมีค่าใดใดก็ยังไม่แคล้วจะติดกล้องวงจรปิดกับเขาด้วย

เหมือนสุภาษิตที่ว่า

 มีทองเท่าหนวดกุ้ง  นอนสะดุ้งจนเรือนไหว

มันหาได้สร้างความสุขให้กับชีวิตของข้าพเจ้าไม่

จะไปเที่ยวที่ใดก็พะวงแต่สมบัติเล็กน้อยของตนเองจะถูกขโมยไปเสีย

.................................